(Matrix program).....วิไลพร สุขสวัสดิ์

แบ่งปันข้อมูลทางวิชาการ แนวเวชปฏิบัติ หนังสือน่าสนใจ PCT conference สรุปการประชุมต่าง ๆ

(Matrix program).....วิไลพร สุขสวัสดิ์

โพสต์โดย rungkan » พฤหัสฯ. 24 ม.ค. 2019 12:43 pm

สรุปการอบรมการบำบัดรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดฯ (Matrix program)
นางสาววิไลพร สุขสวัสดิ์
ระยะเวลาการอบรม
14 – 18 มกราคม 2562
รูปแบบ/วิธีการอบรม
อบรมภาคทฤษฎีและ ฝึกภาคปฏิบัติ 1 สัปดาห์ ณ สถานบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี จังหวัดปทุมธานี
สาระสำคัญที่ได้เรียนรู้
การบำบัด Matrix program วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยเรียนรู้สาเหตุของยาเสพติด การฝึกทักษะของการเลิกเสพยา การป้องกันการติดซ้ำ เปลี่ยนแบบแผนการดำเนินชีวิต ที่ส่งเสริมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งมีการให้ความรู้แก่ครอบครัว เกี่ยวกับสาเหตุของการติดยาเสพติด และวิธีการสนับสนุน ให้ผู้ป่วยสามารถเลิกเสพยาได้อย่างถาวร ประกอบด้วย
1.Substance use disorder (SUD)
Dopamine  หลั่งเวลามีความสุข (สารสุข)  สมองเก็บได้
ยาบ้า /อื่นๆ  สารสุขเพิ่มขึ้น 8-20 เท่า  สมองเก็บไม่หมด  สารสุขเอ่อท้นระหว่างเซลล์ (ปรับสมดุลไม่ได้)  อาจส่งผลต่ออาการทางจิต (หูแว่ว/ภาพหลอน)
สมองส่วนหน้า คือ สมองส่วนคิด  คิดด้วยสติปัญญา/ความมีเหตุผล
สมองส่วนหลัง คือ สมองส่วนอยาก  ควบคุมอารมณ์ ความอยาก
เส้นทางติดยา มี 4 ระยะ ดังนี้
เริ่มต้นใช้ยา  ใช้ยาต่อเนื่อง  หมกมุ่นกับยา  วิกฤต
-ระยะเริ่มต้นเสพยา คือ เสพเป็นครั้งคราวเพื่อสังคม ยังมีความรู้สึกผิดเมื่อเสพยา
-ระยะเสพยาต่อเนื่อง คือ เสพยาบ่อยขึ้นเพื่อคลายเครียด เริ่มหาข้ออ้างเพื่อเสพยา เริ่มโกหก เริ่มเสียการเรียน/ความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด เริ่มมีอาการขาดยา
-ระยะหมกมุ่น (เริ่มติดยา) คือ ดื้อยามากขึ้น ต้องเสพยาถี่และปริมาณเพิ่มมากขึ้น หมกมุ่นแต่กับการเสพยา ไม่สนใจเรื่องอื่น ความคิดและการตัดสินใจเสียไป
-ระยะเสพยาวิกฤต (ติดยา) คือ เมายาตลอดทั้งวัน ล้มละลายในชีวิต ครอบครัว สังคม
2.วัฏจักรการเปลี่ยนแปลง (Stages of change/ Prochaska and DiClemonte’s)
โดยมองจากตัวผู้ป่วย แบ่งเป็น 6 ระยะดังนี้
1.ระยะเมินเฉย (Pre-contemplation)
2.ระยะลังเล (Contemplation)
3.ระยะเตรียมการ (Preparation)
4.ระยะปฏิบัติ (Action)
5.ระยะคงที่ (Maintenance)
6.ระยะกลับไปติดซ้ำ (Relapse)

การใช้ Balance Bar

ถ้ายังใช้ยาต่อไป ถ้าหยุดใช้ยา
ข้อดี __________ ข้อดี__________
__________ __________
ข้อเสีย_________ ข้อเสีย_________
_________ _________
3.Motivation Interviewing (MI) เป็นการสร้างแรงจูงใจจากภายใน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยการสำรวจและแก้ไขความลังเลที่เกิดขึ้น (ขจัดความคับข้องใจ) สามารถใช้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มบำบัดได้
หลักการที่ 1 Develop discrepancy ผู้ป่วยกำหนดป้าหมายชัดเจน สำรวจสิ่งที่ทำให้ไปถึงเป้าหมาย เริ่มจากสิ่งที่เป็นอยู่ปัจจุบัน
หลักการที่ 2 Avoid argument & Roll with resistance การหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า หากมีความขัดแย้งเพิ่มขึ้นควรหยุดและหาวิธีอื่นๆ หลีกเลี่ยงการโต้แย้ง/ขัดแย้ง
หลักการที่ 3 Express empathy การยอมรับผู้ป่วยอย่างมีเงื่อนไข ใช้ทักษะการฟัง เห็นอกเห็นใจ และเข้าใจผู้ป่วย
หลักการที่ 4 Support self-efficacy การเชื่อในความสามารถในการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง
4.Addiction  Chronic brain disease
ศูนย์ความรู้สึกดี (Nucleus accumbens)
แหล่งผลิตสารให้ความรู้สึกดี (VTA)
Ex. เวลาเครียด  ชอปปิ้ง (มีความสุข)  รู้สึกผิด  บอกตัวเองว่าครั้งหน้าจะไม่ทำอีก
เวลาเครียด  เสพยา (มีความสุขเพิ่มขึ้น)  รู้สึกผิด  บอกตัวเองว่าครั้งหน้าจะไม่ทำอีก
**เทคนิคเมื่อญาติบอกว่าการเลิกยาเป็นสิ่งที่ง่าย ** คนอ้วนลดน้ำหนักยากไหม หากไม่ยากให้ทำไปพร้อมๆกับผู้ป่วยเลิกยา


5.Individual counseling and Conjoint Session (IC) การให้คำปรึกษารายบุคคลร่วมกับครอบครัว
-ผู้บำบัดเป็นเสมือน “ครู ผู้ฝึกสอนและเอื้ออาทร”
-เน้นดึงครอบครัวมีส่วนร่วม
-ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ดี
-สิ่งที่อาจเกิดกับนักบำบัด คือ ท้อแท้ ขาดความอดทน ชี้แนะ/สั่งสอน จึงไม่ควรคาดหวังมากเกินไป
-Session Guideline มีกิจกรรมทั้งหมด 10 ครั้ง สัปดาห์ละครั้ง โดยใช้เวลาครั้งละ 50 นาที กิจกรรมที่ครอบครัวต้องมามีส่วนร่วม คือ กิจกรรมที่1, 2, 7, 9 ซึ่งสามารถปรับตารางเวลาในช่วงที่สะดวกต่อผู้ป่วยในการมาบำบัดรักษา เพื่อส่งเสริมให้เกิดการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและครอบครัวก่อนที่ออกจากกิจกรรมครั้งนั้น มีแนวทางในการปฏิบัติตัว และ “หยุดเสพยาให้ได้ทีละวัน” กิจกรรมแบ่งเป็น
1.กิจกรรมที่ 1-8 (2เดือนแรก)
2.กิจกรรมที่ 9 เป็นกิจกรรมครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นการวางแผนหลังจากผ่านกระบวนการบำบัดไปแล้ว
3.กิจกรรมที่ 10 ใช้เมื่อผู้ป่วยติดซ้ำหรือเกิดระยะวิกฤต
6.Early Recovery Skills Group (ER) กลุ่มฝึกทักษะการเลิกเสพยาระยะเริ่มต้น เนื้อหาที่จำเป็นมี 8 หัวข้อ ดังนี้
1. หยุดวงจรการใช้ยา
2. ตัวกระตุ้นภายนอก
3. ตัวกระตุ้นภายใน
4. ปฏิกิริยาเคมีของร่างกายในการเลิกยา
5. ปัญหา 5 ประการที่พบบ่อยในการเลิกยาระยะแรกๆ
6. ความคิดอารมณ์ และพฤติกรรม
ผู้ป่วยคิดว่าการหยุดใช้ยา = การเลิกยา
แนวคิด เป็นการฝึกทักษะที่จำเป็นในการเลิกเสพยา  การให้ข้อมูล/ข้อเท็จจริง  เกิดความเข้าใจกระบวนการติดยา  สร้างทักษะเบื้องต้นในการเริ่มต้นหยุดเสพยา
รูปแบบ
-2ครั้ง/สัปดาห์  ช่วงสัปดาห์แรกของการบำบัดรวม 8 ครั้ง (1 เดือน)
-กลุ่มมีขนาด 6-8 คน (เต็มที่ไม่ควรเกิน 12 คน)
-ใช้เวลาไม่ควรเกิน 50 นาที
-มีผู้ช่วยเป็นผู้รับการบำบัดที่หยุดเสพยาไม่น้อยกว่า 3 เดือน
-ห้ามเปิดเผยความลับของผู้รับการบำบัดแก่ผู้ช่วยผู้นำกลุ่ม
ปัญหาที่พบ
1.ผู้รับการบำบัดให้คำแนะนำที่ไม่ถูกต้องและเป็นอันตราย เช่น อยากยา  ให้ไปกินเหล้าแทน
2.ผู้รับการบำบัดไม่สามารถควบคุมตนเองและหลุดออกนอกประเด็ก
3.ผู้รับการบำบัดมีอาการเมายา ควรแยกออกก่อน
ขั้นตอนการทำกลุ่ม
เปิดกลุ่ม  ดำเนินการกลุ่ม  ปิดกลุ่ม
ช่วงเวลา 15 นาทีสุดท้ายก่อนปิดกลุ่มทำกิจกรรม 2 อย่าง คือ จัดตารางกิจกรรมประจำวัน และการทำเครื่องหมายในปฏิทิน
สรุปประโยชน์และความสำคัญโดยให้ผู้บำบัดสรุปเอง รวมถึงการนัดพบครั้งต่อไป
กิจกรรมการบำบัด แบ่งเป็น 8 ครั้ง
ครั้งที่ 1 วงจรการใช้ยา + กระบวนการทางความคิด  การหยุดความคิด
ครั้งที่ 2 ตัวกระตุ้นภายนอก ทำกิจกรรม 3 ชวน ได้แก่ ชวนมอง ชวนคิด ชวนแก้
ครั้งที่ 3 ตัวกระตุ้นภายใน
ครั้งที่ 4 การเปลี่ยนแปลงของร่างกายในระยะเลิกยา ประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ ระยะขาดยา ระยะเริ่มต้นหยุดยา ระยะฝ่าอุปสรรค ระยะปรับแผนการดำเนินชีวิตใหม่
ครั้งที่ 5 ปัญหาต่างๆในการเลิกยา
ครั้งที่ 6 ความคิด อารมณ์ พฤติกรรม
ครั้งที่ 7 แนะนำกลุ่มช่วยเหลือกันเอง
ครั้งที่ 8 ข้อควรจำง่ายๆ  หยุดเสพยาทีละวันเป็นกุญแจสำคัญ/อย่ายึดติดกับปัญหา/ทำให้การไม่เสพยาเป็นเรื่องง่าย/จัดการกับอารมณ์อันตราย ได้แก่ เหงา โกรธ หรือถูกทอดทิ้ง
7.Relapse Prevention Group Manual (RP) กลุ่มป้องกันการกลับไปติดยาซ้ำ เป็นการให้ความรู้ผู้ป่วยด้านการปรับตัว ทางจิตสังคม เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนบุคลิก และการดำเนินชีวิต ประกอบด้วยเนื้อหา 32 ข้อ
1.สุรา-ยาเสพติดที่ไม่ผิดกฎหมาย มีวิธีอื่นไหมที่ทำให้ไม่ดื่มสุรา/ประโยชน์ของการดื่มสุรา/การสังสรรค์โดยไม่ดื่มสุรา
2.ความเบื่อ  มองย้อนว่าอะไรทำให้มีความสุข
3.การหลีกเลี่ยงหวนกลับไปเสพซ้ำ (ตารางสิ่งยึดเหนี่ยวและตารางสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง) เน้นสิ่งที่เป็นรูปธรรม
4.งานและการเลิกยา
5.ความรู้สึกผิดและละอายใจ
6.การทำตัวไม่ให้ว่าง
7.แรงจูงใจในการเลิกยา  แรงจูงใจที่สำคัญคือระหว่างเลิกยา
8.การพูดความจริง โกหกเพื่อให้ได้ยา และการโกหกเพื่อปิดบัง
9.การหยุดยาเสพติดทุกชนิด
10.พฤติกรรมทางเพศกับการเลิกยา
11.การป้องกันการกลับไปติดยาซ้ำ
12.ความไว้วางใจ
13.จงทำคนเป็นคนฉลาดแต่อย่าประมาท  รู้เท่าทันตนเอง
14.เป้าหมายและคุณค่าของชีวิต  ใช้หลัก MI หลักตัว D หลักการที่ 1
15.ความรับผิดชอบต่อชีวิตประจำวันและการเงิน
16.การดูแลตนเอง  เริ่มจากภาพลักษณ์ภายนอก (เสริมความภาคภูมิใจ)
17.ความเจ็บป่วย
18.ภาวะทางอารมณ์ที่ทำให้กลับไปเสพยาซ้ำ
19.วิธีจัดการกับความโกรธ
20.การรับรู้ความเครียด
21.การลดภาวะตึงเครียด
22.การยอมรับ  คนที่ยอมรับว่าติดยาเลิกได้ง่ายกว่าที่ไม่ยอมรับ
23.การหาเหตุผลในการกลับไปใช้ยา1  เข้าใจข้ออ้างและเหตุผลต่างๆในการกลับไปเสพยา  เหตุการณ์โดยบังเอิญ/นำไปสู่ความล้มเหลว/จุดประสงค์เฉพาะ
24.การหาเหตุผลในการกลับไปใช้ยา2  เช้าใจข้ออ้างและเหตุผลต่างๆในการกลับไปเสพยา ภาวะเสพติดสามารถรักษาหายได้/ทดสอบตัวเองและการฉลอง
25.การสร้างเพื่อนใหม่
26.การฟื้นฟูสัมพันธภาพ  ทำร้ายความรู้สึก
27.การสวดมนต์ทำสมาธิเพื่อความสงบสุขในชีวิต  Here & Now/สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ
28.พฤติกรรมย้ำทำ/ป้องกันการหวนกลับไปมีพฤติกรรมทางเพศอันเนื่องมาจากความใคร่
29.การจัดการกับความรู้สึก-ภาวะซึมเศร้า  ต้องรู้ว่าอารมณ์อะไร/ สาเหตุจากอะไร
30.กลุ่มหลักการ 12 ขั้นตอน
31.มองไปข้างหน้าจัดการกับปัญหาและช่วงเวลาหยุดพัก
32.หยุดเสพยาทีละวัน วันต่อวัน
Slip  พลั้งเผลอหลังจากที่หยุดเสพยาได้แล้วกลับไปเสพ 1 ครั้ง และสามารถหยุดได้
Lapse  การกลับไปใช้ต่อไม่เกิน 1 สัปดาห์ โดยเสพติดต่อกันไปอีกหลายวันจนกว่าจะหยุดเสพได้
Relapse  การกลับไปเสพใหม่ ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติดชนิดใดก็ตามอีกครั้งหลังจากหยุดเสพยาแล้วอย่างต่อเนื่องระยะยาว (อย่างน้อย 1 เดือน) จนไม่สามารถหยุดเสพได้ด้วยตนเอง)
ตัวแปรต่างๆที่อาจทำให้เกิดการกลับไปเสพซ้ำ
-ลักษณะเฉพาะส่วนบุคคล : ประวัติส่วนบุคคล แรงจูงใจ ความคิด การรับรู้ความสามารถชองตนเอง
-เหตุการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้น : สภาวะอารมณ์ต่างๆ การสนับสนุนทางสังคม
-สถานการณ์เสี่ยงเฉพาะบุคคล : ไม่ปฏิบัติตามแบบแผนในการเลิกยา การใช้ชีวิตไม่สมดุล
8.Family Education Group (FE) กลุ่มครอบครัวศึกษา
มีกิจกรรมทั้งหมด 10 ครั้ง (สัปดาห์ละครั้ง)
ครั้งที่ 1 ตัวกระตุ้นและการอยากยา  การทดลองของ Pavlov (สุนัขกับการสั่นกระดิ่ง)
ครั้งที่ 2 สุราและร่างกาย
ครั้งที่ 3 ประสบการณ์การเลิกยาของสมาชิกและกลุ่มช่วยกันเอง (Self-Help Group)  คุณคิดว่ากลุ่มช่วยกันเองแบบใดที่คุณสนใจและเหมาะสมกับคุณ
ครั้งที่ 4 ยาบ้าจากสวรรค์สู่นรก
ครั้งที่ 5 เส้นทางสู่การเลิกยา
ครั้งที่ 6 สายสัมพันธ์ในครอบครัว “มันไม่ใช่ปัญหาของฉัน” + “ทักษะการสื่อสาร เรื่อง จ๊ะ จ๋า ประสา พ่อ แม่ ลูก”
ครั้งที่ 7 การหลักเลี่ยงและการจัดการกับการกลับไปเสพยาซ้ำ  การกลับไปเสพซ้ำไม่ได้แสดงว่าล้มเหลว แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเลิกยาเสพติด
ครั้งที่ 8 ปฏิกิริยาของครอบครัวต่อการติดยา
ครั้งที่ 9 บทบาทของครอบครัวในการเลิกยา
ครั้งที่ 10 การใช้ชีวิตร่วมกับผู้ติดยา
9.Social Support (SS) กลุ่มสนับสนุนทางสังคม
-เป็นกลุ่มหลักการ 12 ขั้นตอน
-กลุ่มผู้ติดยาเสพติดนิรนามหรือ/กลุ่ม NA (Narcotic Anonymous)/กลุ่ม 12 ขั้นตอน (12-step meeting)
-เป็นกลุ่มช่วยเหลือกันเอง (Self-Help Group)
-กลุ่มช่วยเหลือกันเองที่รู้จักกันดี คือกลุ่ม AA (Alcohol Anonymous) และกลุ่ม NA (Narcotic Anonymous)
หลักการ 12 ขั้นตอน
1.ยอมรับว่าตนเองติดยา
2.เชื่อว่าเราจะสามารถเลิกได้
3.ตัดสินใจเลิกยาเสพติด
4.สำรวจตนเอง
5.ยอมรับความผิด
6.พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง
7.อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเหลือ
8.ระลึกถึงความผิดพลาดที่ผ่านมา
9.ชดใช้ความผิด
10.สำรวจตนเอง
11.สวดภาวนาอย่างสม่ำเสมอ
12.ช่วยเหลือผู้ติดยาคนอื่นๆ
**หลีกเลี่ยงการใช้คำถามว่า “ทำไม”
**หัวข้อในการทำกลุ่มสนับสนุนทางสังคมมีทั้งหมด 36 เรื่อง
ละอายใจ  เป็นการตอกย้ำความผิดจนอาจไม่กล้าก้าวออกไป ซึ่งละอายใจ > รู้สึกผิด

ภาพรวม Matrix Program

โปรแกรมช่วงแรก (16สัปดาห์) โปรแกรมช่วงหลัง
ID =10 หัวข้อ
-------
ER = 8 หัวข้อ
----
RP = 32 หัวข้อ SS 17-52 สัปดาห์ (สัปดาห์ละครั้ง)
-------------------------------------------------------------------------
FE = 10 หัวข้อ
-------
rungkan
 
โพสต์: 51
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 11 ก.ย. 2014 3:16 am

ย้อนกลับไปยัง วิชาการ

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron