สรุปการอบรม หลักสูตรผู้บริหารการสาธารณสุข ระดับต้น (ผบต.30)

แบ่งปันข้อมูลทางวิชาการ แนวเวชปฏิบัติ หนังสือน่าสนใจ PCT conference สรุปการประชุมต่าง ๆ

สรุปการอบรม หลักสูตรผู้บริหารการสาธารณสุข ระดับต้น (ผบต.30)

โพสต์โดย supitcha-t1 » อังคาร 17 ส.ค. 2021 11:09 pm

หลักสูตรผู้บริหารการสาธารณสุขระดับต้น (ผ.บ.ต.)
ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๔

การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended learning)
ระหว่างวันที่ 12-23 กรกฎาคม และ วันที่ 31 กรกฎาคม-6 สิงหาคม 2564 (ออนไลน์)
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชัยนาท
ผู้เข้ารับการอบรม นางสุพิชชา ทองประสิทธิ์ ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
หลักสูตรผู้บริหารการสาธารณสุขระดับต้น ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๔ เป็นหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุข โดยวิทยาลัยนักบริหารสาธารณสุข และคณะอำนวยการและพัฒนาหลักสูตรผู้บริหาร การสาธารณสุขระดับกลาง หลักสูตรผู้บริหารการสาธารณสุขระดับต้น ได้ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับผู้บริหาร สมรรถนะที่พึงประสงค์สำหรับผู้บริหารสาธารณสุข (Core competency) โดยใช้ผลการประเมินหลักสูตรในปี ๒๕๖๒ ประกอบ และคำนึงถึงการพัฒนาผู้บริหารให้เป็น “ผู้นำรุ่นใหม่” ที่เข้าใจความแตกต่างของตนเองและผู้อื่น สามารถบริหารงาน คิดอย่างเป็นระบบ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการจัดการข้อมูลได้อย่างเหมาะสม มีคุณธรรม จริยธรรม และมีความสุข
การระบาดของโควิด ๑๙ ระลอกใหม่ในเดือนเมษายน ๒๕๖๔ มีการติดเชื้ออย่างรวดเร็ว ในวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อหลายด้าน ทั้งการเดินทางไปเข้ารับการอบรมของบุคลากรที่อาจเป็นการเพิ่มการแพร่กระจายเชื้อ การจัดอบรมตามมาตรการการการเว้นระยะห่าง ทำให้ต้องปรับการอบรมจากรูปแบบเดิม คือ การอบรมแบบเผชิญหน้า (Face-to-face training) ในสถานที่อบรม เป็นการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended learning) เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยปรับตารางการอบรม และกิจกรรมการอบรมให้เหมาะสมกับรูปแบบการอบรม แต่ยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานหลักสูตร

1. ชื่อหลักสูตร
ภาษาไทย : ผู้บริหารการสาธารณสุขระดับต้น (ผ.บ.ต.)
ภาษาอังกฤษ : First-Line Public Health Administrators Training Program
2. ชื่อประกาศนียบัตร
ภาษาไทย : ประกาศนียบัตรผู้บริหารการสาธารณสุขระดับต้น (ผ.บ.ต.)
ภาษาอังกฤษ : Certificate in First-Line Public Health Administrators Training Program
๓. หน่วยงานที่รับผิดชอบ
วิทยาลัยนักบริหารสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
วัตถุประสงค์
เพื่อเพิ่มประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการองค์กรให้กับผู้เข้ารับการอบรม โดยการศึกษาผ่านระบบทางไกล (Virtual conference) จากองค์กรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการด้านต่างๆ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม

ประเด็นที่ศึกษา
การบริหารจัดการองค์กร ศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรอย่างไรให้ประสบผลสำเร็จ
โดยให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และถอดบทเรียนปัจจัยที่ทำให้องค์กรนั้นประสบความสำเร็จ

กิจกรรม
๑. วางแผนการศึกษาดูงานผ่านระบบทางไกล (Virtual conference)
๒. ถอดบทเรียน ปัจจัยแห่งความสำเร็จทางการบริหารจากการศึกษาดูงานผ่านระบบทางไกล (Virtual conference)
๓. สรุปผลการเรียนรู้ที่ได้ พร้อมเสนอแนวคิดในการประยุกต์ใช้
๔. จัดทำเอกสารรายงาน และนำเสนอโดยให้รวมเป็นส่วนหนึ่งของสรุปผลการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร










สรุปโดยสังเขป
วิทยากร : นพ.สมเกียรติ ขำนุรักษ์ สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 3
ชื่อวิชา : ภาวะผู้นำนโยบายสำคัญด้านสาธารณสุข : เรื่องทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพ เพื่อการพึ่งพา
ตนเองของประชาชน
เนื้อหาโดยย่อ :
สุขภาพ (Health) หมายถึง สภาวะแห่งความสมบูรณ์ของร่างกาย และจิตใจ รวมทั้งการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็น ปกติสุข และมิได้หมายความเฉพาะเพียงแต่การปราศจากโรคและความพิการเท่านั้น
สุขภาวะ-ทางกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคเรื้อรัง
-ทางจิตใจ มีความสุขด้านจิตใจ ไม่เครียด จิตใจดีมีเมตา สุขสงบ
-ทางด้านสังคม การรวมตัวของบุคคลต่างๆ อยู่ในครอบครัวที่ดี ผู้ร่วมงานที่ดี อยู่แบบพี่น้อง
มีความสุข
-ทางด้านปัญญามีมากกว่าความรู้ มีความสุขในการทำความดี สิ่งไหนควรทำสิ่งไหนไม่ควรทำรู้ดี รู้ชั่ว
อยากช่วยเหลือผู้อื่น คิดเป็นทำเป็น
ปัจจัยกำหนดสุขภาพ
๑.ปัจเจกบุคคล –วิถีชีวิต พฤติกรรม ความเชื่อ พฤติกรรม จิตวิญญาณ
๒.สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยีและการสื่อสาร การศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง
ปลอดภัย สภาพภูมิอากาศ
๓.ระบบบริการสุขภาพ-การเข้าถึงบริการสาธารณสุข ,ระบบสุขภาพชุมชน เช่น อสม.,รพสต.
และการแพทย์ทางเลือกและการแพทย์พื้นบ้าน
ปัญหาระบบทางการแพทย์และการสาธารณสุขไทย
สืบเนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น มีการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้องรังเช่นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงเพิ่มสูงขึ้น ภาวะพึ่งพิง ติดเตียงเพิ่มสูงขึ้น เป็นสังคมวิถีชีวิตแบบเมือง (Urban Lifestyles) และการเช้าถึงระบบริการด้านสุขภาพลดลง จึงใช้มาตรการในการขับเคลื่อนให้ระบบระบบทางการแพทย์และการสาธารณสุขไทย คือ
1.คลินิกหมอครอบครัว
2.Family Medical Team
3.ลดความเหลื่อมล้ำ
4.ดูแลแบบองค์รวม
5.เพิ่มความมั่นคงในระบบ
ทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพ เพื่อการพึ่งพาตนเองของประชาชนระบบทางการแพทย์และการสาธารณสุขไทยมีหลักและการทำงานในสังคมปัจจุบันต้องยึดหลักสำคัญ 3 ประการ คือ ประชาชนสุขภาพดี
เจ้าหน้าที่มีความสุขและระบบสุขภาพยั่งยืนหลายปัจจัย ปัจจัยของปัจเจกบุคคล องค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อม ระบบบริการสาธารณสุข และการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของโลก มีระบบprimary care ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลตนเองมากขึ้นโดยมีระบบการแพทย์ปฐมภูมิที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม มีการกำหนดเป้าหมายระยะยาวในการดูแลสุขภาพประชาชน จัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ได้กำหนดเป้าหมาย คือ ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข ระบบสุขภาพยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาความเป็นเลิศใน 4 ด้าน คือส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเป็นเลิศ บริการเป็นเลิศ บุคลากรเป็นเลิศ บริหารเป็นเลิศด้วยธรรมาภิบาล มีการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ โดยสร้างความเข้มแข็งของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต ระดับอำเภอ (พชอ.) เสริมสมรรถนะทีมบริการปฐมภูมิ คลินิกหมอครอบครัว (Primary Care Cluster : PCC) พัฒนาการจัดบริการปฐมภูมิให้มีคุณภาพ
แผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี
จุดยืนองค์กร (positioning)
ส่วนกลาง พัฒนานโยบาย กำกับ ติดตาม ประเมินผล
ส่วนภูมิภาค (เขตสุขภาพ) บริหารจัดการหน่วยบริการ และขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ
วิสัยทัศน์(vision) เป็นองค์กรหลักด้านสุขภาพ ที่รวมพลังสังคม เพื่อประชาชนสุขภาพดี
พันธกิจ (mission) พัฒนาและอภิบาลระบบสุขภาพ อย่างมีส่วนร่วม และยั่งยืน
เป้าหมาย (intention) ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข ระบบสุขภาพยั่งยืน
ค่านิยม (core value) MOPH : Mastery , Originality , People-centered approach, Humility
Mastery คือ การเป็นผู้นำ สามารถควบคุมตนเองได้ ไม่หลงไปตามความโลภความโกรธ ความหลง
Originality คือ การเป็นผู้ริเริ่มในสิ่งใหม่ นวัตกรรมใหม่ๆ
People-centered approach คือ ให้ความสำคัญกับผู้ป่วย ผู้ป่วยคือศูนย์กลาง
Humility คือ ความอ่อนน้อมถ่อมตน
ยุทธศาสตร์หลัก
1) Prevention& Promotion Excellence (ส่งเสริมสุขภาพและความปูองกันโรคเป็นเลิศ)
2) Service Excellence (บริการเป็นเลิศ)
3) People Excellence(บุคลากรเป็นเลิศ)
4) Governance Excellence (บริหารจัดการเป็นเลิศ)
วิทยากร : นพ.สมยศ ศรีจาระไนย สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 4
ชื่อวิชา : ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบสุขภาพ
เนื้อหาโดยย่อ : ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบสุขภาพ ปัจจุบันใช้ยุทธศาสตร์ชาติ20ปี เป็นเป้าหมายหลักในการพัฒนาประเทศในภาพรวมซึ่งความเชื่อมโยงของยุทธศาสตร์ สู่แผนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนแม่บท/ยุทธศาสตร์เฉพาะ นโยบายรัฐบาล สู่แผนการปฏิบัติของหน่วยปฏิบัติ โดยมีการกำหนดนโยบาย ที่เน้น ประชาชนแข็งแรง เศรษฐกิจแข็งแรง ประเทศไทยแข็งแรง โดยแผนยุทธศาสตร์ได้กำหนดเป้าหมาย คือ ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข ระบบสุขภาพยั่งยืน โดยใช้ระบบสุขภาพเป็นตัวขับเคลื่อน ภายใต้การพัฒนาความเป็นเลิศใน 4 ด้าน คือ
1.1 ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคและคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเลิศ(PP&P Excellence) ได้แก่ระบบสุขภาพที่เข้มแข็ง,สุขภาพดีวิถีใหม่(New normal),โควิด-19,การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
1.2 บริการเป็นเลิศ (Service Excellence) ได้แก่ เศรษฐกิจสุขภาพ,สมุนไพรกัญชา กัญชง ระบบริการก้าวหน้า
1.3 บุคลากรเป็นเลิศ (People Excellence) ได้แก่ องค์กรแห่งความสุข
1.4 บริหารเป็นเลิศด้วยธรรมาภิบาล (Governance Excellence) ได้แก่ ระบบธรรมมาภิบาล


วิสัยทัศน์ประเทศไทย พ.ศ.๒๕๘๐
“ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”
-ความมั่นคง สังคมมีความสามัคคี ปรองดอง มีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีที่อยู่อาศัย มีอาหาร มีพลังงาน น้ำ ใช้อย่างเพียงพอ
-ความมั่งคั่ง ประเทศไทยมีการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาด้านปัญญา เช่น งานวิจัย มีอย่างต่อเนื่อง มีการผลิตรถยนต์ เป็นจุดสำคัญในการเชื่อมโยงในภูมิภาค ด้านการผลิต ขนส่ง การค้าและลงทุน
-ความยั่งยืน ไม่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เกินพอดี ไม่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม คนมีความรับผิดชอบต่อสังคม มุ่งประโยชน์ส่วนรวมทุกภาคส่วนในสังคมและยึดปฏิบัติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
“ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สังคมเป็นธรรม ฐานทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน” โดยยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติ พัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม สร้างการเติบโต
บนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีภาครัฐของประชาชนเพื่อประชาชนและประโยชน์ส่วนรวม
โดยการประเมินผลการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติ
นโยบาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปี 2564
1. ให้ความสำคัญสูงสุดต่อโครงการพระราชดำริโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ
2. ระบบสุขภาพ (มุ่งพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ ยกระดับระบบสุขภาพปฐมภูมิ และ อสม.
คนไทยทุกคนต้องมีหมอประจำตัว 3 คน ดูแลสุขภาพองค์รวม ทั้งร่างกายจิตใจ สังคม)
3. ระบบบริการก้าวหน้า (เสริมสร้าง พัฒนา Basic Excellence ให้มีศักยภาพ ครอบคลุมทุกเขตสุขภาพ New Normal Medical Care ยกระดับสู่ Innovation healthcare management สนับสนุน 30 บาท รักษาทุกที่)
4. เศรษฐกิจสุขภาพ (เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพ ให้ความสำคัญกับสมุนไพร กัญชา กัญชง ทางการแพทย์ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอย่างปลอดภัย)
5. สุขภาพดีวิถีใหม่ (New Normal) (สร้างความมั่นใจและความพร้อมในการจัดการกับโรคอุบัติใหม่
COVID-19 • สร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพประชาชน สุขภาพดีวิถีใหม่ 3 อ)
6. บริหารด้วยหลักธรรมาภิบาล (บริหารด้วยหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ สร้างความปลอดภัยให้กับบุคลากรและผู้รับบริการ งานได้ผล คนเป็นสุข มีความเป็นพี่ เพื่อน น้อง สร้างผู้นำรุ่นใหม่ และ พัฒนาคนให้เก่งกล้า) New Normal Medical Service
เพื่อเตรียมพร้อมและรองรับการระบาดรอบใหม่หรือโรคติดเชื้ออุบัติใหม่อื่น ๆ โดยมุ่งเน้นให้หน่วยบริการสามารถดูแลผู้ป่วยโรคทั่วไปและโควิด19 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความปลอดภัยต่อผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ รายละเอียดแนวทางการให้บริการทางการแพทย์ ประกอบไปด้วย
-คำแนะนำการใช้อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้ออย่างถูกต้องและปลอดภัย
-แนวทางการวินิจฉัย รักษาและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล
-รายการตรวจสอบ (checklist) ความพร้อมในการให้บริการผู้ป่วยในแต่ละหน่วยบริการ
-คู่มือ/ แนวปฏิบัติการให้บริการทางการแพทย์วิถีใหม่ (New normal medical services
การบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน ขอบเขต : การประเมินความเสี่ยง การบริหารความเสี่ยง
ด้านการเงิน บัญชี การควบคุม ป้องกัน
ระบบบริหารความเสี่ยงโรงพยาบาล : นโยบาย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้รับบริการ ผู้
ให้บริการ และของโรงพยาบาล ตลอดจนความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาล วัตถุประสงค์ 1. เพื่อ สนับสนุนและส่งเสริมให้ทุกหน่วยงาน / ทุกทีม ปฏิบัติตามระบบบริหารความเสี่ยงของโรงพยาบาลในการป้องกันและลดโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด 2. เพื่อสร้างหลักประกันให้ผู้ป่วย ผู้รับบริการ ผู้มาติดต่อ และเจ้าหน้าที่ จะได้รับบริการที่มีคุณภาพ และมีความเสี่ยงน้อยที่สุด 3. เพื่อลดความเสียหายทุกรูปแบบที่อาจเกิดขึ้น แก่ผู้รับบริการและโรงพยาบาล เป้าหมายความปลอดภัย 1. อุบัติการณ์ที่เคยเกิด ไม่เกิดซ้ำด้วยสาเหตุเดิม
2. ประสิทธิภาพการปฏิบัติและมีผลลัพธ์ดีขึ้น
วัตถุประสงค์ของการบริหารความเสี่ยง Strategic Risk กำหนดกลยุทธ์ผิดพลาด เกิดความล่าช้าใน
การตัดสินใจเชิงนโยบาย กิจกรรม/โครงการไม่สามารถทำให้บรรลุตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ไม่ตอบสนองต่อการแข่งขัน Financial Risk เบิกจ่ายงบประมาณไม่ทันตามกำหนด รายได้ลดลง รายจ่ายสูงขึ้น/ขาดสภาพคล่อง ลูกหนี้ชำระล่าช้า Operational Risk ระบบ กระบวนการผิดพลาด/ล่าช้า เทคโนโลยีล่าสมัย/ระบบล่ม/ข้อมูลเสียหาย ทักษะบุคลากรไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน/คนเก่งลาออก/ทุจริต เกิดอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงาน/ข่าวลือ/ข่าวเชิงลบแพร่กระจาย Compliance Risk ปฏิบัติงานไม่สอดคล้อง กฎระเบียบ ข้อบังคับ ผลงานไม่เป็นไปตามข้อตกลง การปรับปรุงระเบียบใหม่ๆ
ความเป็นมาของเงินบำรุงโรงพยาบาล (กระทรวงสาธารณสุข) หมายถึง เงินที่หน่วยบริการได้รับไว้เป็นกรรมสิทธิ์ เนื่องจากการดำเนินงานในกิจการของหน่วยบริการ นอกเหนือจากเงินงบประมาณรายจ่าย และเงินรายรับอื่นที่หน่วยบริการ ได้รับหรือจัดเก็บตามกฎหมายว่าด้วยการ นั้น การรับและจ่ายเงินบำรุง 1. ต้องออกใบเสร็จทุกครั้งที่มีการรับเงิน 2. จ่ายเงินหรือก่อหนี้ผูกพัน จ่ายได้เฉพาะกรณีที่พึงจ่ายจากเงินงบประมาณ และ เพื่อการปฏิบัติงานของหน่วยบริการ 3. อำนาจอนุมัติ ก่อหนี้ผูกพันปฏิบัติตามระเบียบ นายกรัฐมนตรีว่าด้วย การพัสดุ 4. อำนาจในการอนุมัติการจ่ายเงินเป็นไปตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
ข้อควรระวัง ห้ามจ่ายเงินบำรุง เพื่อ 1. รายจ่ายลักษณะบำเหน็จบำนาญ 2.ค่าใช้จ่ายไปราชการ
ต่างประเทศ 3. จ่ายวงเงินเกิน ๓๐ ล้านบาท
เงินบริจาค หมายถึง เงินที่มีผู้มอบให้หรือเงินที่เกิดจากทรัพย์สิน มีผู้มอบให้เพื่อหาดอกผลให้นำ ไปใช้
จ่ายในกิจการของส่วนราชการ ในกรณีทีผู้บริจาคไม่ได้ระบุวัตถุประสงค์ไว้ หรือระบุวัตถุประสงค์ไว้ไม่ชัดแจ้งให้ส่วนราชการนําไปใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพัน ได้ ในกิจการของส่วนราชการนั้นหรือในทางที่เป็นประโยชน์แก่ทางราชการโดยส่วนรวมตามระเบียบที่ได้รับความเห็นชอบ การรับเงินบริจาค เข้าบัญชีเงินบริจาค ให้ระบุวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคให้ชัดเจน ต้องแต่งตั้ง
คณะกรรมการอย่างน้อย ๕ คน ไม่เกิน ๗ คน หัวหน้าส่วนราชการเป็นประธานกรรมการ เจ้าหน้าที่การเงิน เป็นเลขานุการ ส่วนคนอื่นๆ เป็นกรรมการ การจ่ายเงินบริจาค ใช้ระเบียนกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเงินบริจาคและทรัพย์สินบริจาคของหน่วยบริการปี๒๕๖๑
PLANFIN คือ ระบบการบริหารทางการเงินการคลัง เป็นการพัฒนาระบบควบคุมภายใน บัญชี และประเมินประสิทธิภาพได้ และเพื่อความสะดวกและความคล่องตัวให้ CEO และผู้บริหาร ๑.รายได้ ค่าใช้จ่าย ๒.ซื้อยาและเวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยา ๓.ซื้อวัสดุอื่นๆ ๔.บริหารเจ้าหนี้ ๕.การบริหารลูกหนี้ ๖.แผนลงทุน ๗.สนับสนุน รพสต. ใบเสร็จรับเงิน ฉบับต้นขั้ว ต้องเก็บไว้ 10 ปี เพื่อให้สำนักงานตรวจสอบเงินแผ่นดินตรวจสอบ หากครบตามปีที่กำหนด ต้องทำหนังสือเพื่อขออนุมัติทำลายเอกสาร
“การจัดซื้อจัดจ้าง” หมายความว่า การดําเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งพัสดุโดยการซื้อ จ้าง เช่า
แลกเปลี่ยน หรือโดยนิติกรรมอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง
“พัสดุ” หมายความว่า สินค้า งานบริการ งานก่อสร้าง งานจ้างที่ปรึกษาและงานจ้าง
ออกแบบ หรือควบคุมงานก่อสร้าง รวมทั้งการดําเนินการอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง
การกําหนดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ ที่จะทําการจัดซื้อจัดจ้าง ให้หน่วยงานของรัฐ คํานึงถึง
คุณภาพ เทคนิค และวัตถุประสงค์ของการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุนั้น และห้ามมิให้กําหนดคุณลักษณะเฉพาะ ของพัสดุให้ใกล้เคียงกับยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง หรือของผู้ขายรายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ เว้นแต่พัสดุที่จะทําการจัดซื้อจัดจ้างตามวัตถุประสงค์
การพัฒนาบุคลิกภาพ ; การเป็นผู้นำที่ดี ต้องมีบุคลิกภาพที่ดี และมีเทคนิคที่ทำให้เกิดความสำเร็จได้ สิ่งสำคัญ 4 ประการ ที่ทำให้ผู้นำประสพความสำเร็จ คือ 1. ความคิด และ ความเชื่อที่ถูกต้อง (Mindset) 2. ตั้งเป้า (Willpower) 3. ทักษะ (Skill ) และ 4. ความมั่นคง มั่งคั่ง (Wealth )
ทักษะในการเจรจาในภาวะวิกฤตของผู้นำคือ 1. สามารถพูดโน้มน้าวทำให้คนเด่นๆมาทำงานให้ตนเองได้ 2. สามารถควบคุมอารมณ์ได้ 3. สามารถสื่อสารทำให้ความโกรธเบาบางลง
กฎ 3 ข้อ ในการพูดโน้มน้าวใจคือ 1. ห้ามทำให้เขาเป็นคนผิด (ตัดสิน,โทษ,ด่า) 2. เข้าใจอารมณ์ ชื่นชมเนื้อแท้ 3. ให้เหตุผลที่ดีกับเขา บอกสิ่งที่เราต้องการ วิธีการรับ Feedback หากเราไม่เห็นด้วยคือ หาจุดที่เห็นด้วยให้เร็วที่สุด ให้ใช้คำว่า “ทีนี้” แทนคำว่า “แต่” และรีบอธิบายสิ่งที่เราตั้งใจหรือเห็นต่าง บอกประโยชน์ของสิ่งที่เราตั้งใจพร้อมหลักฐาน บอกสิ่งที่เขาจะได้รับ และถามว่า “…มองว่ายังไงคะ”
เทคนิคบุคลิกภาพทรงพลัง ประกอบด้วย 1. การใช้ภาษาท่าทาง 55% 2. น้ำเสียง 38 % น้ำเสียงที่ต่ำและช้าจะช่วยในการโน้มน้าวใจที่ดี 3. คำพูด 7 %
ลักษณะในการยืน : ต้องยืนหลังตรง ในผู้หญิงความกว้างของขาห่างกันประมาณ 1 ฝ่ามือ มือทั้งสองประสานด้านหน้าหลวมๆ ในระดับเอว
ลักษณะของการพูดให้โดนใจ: แบบทลายกำแพง ได้แก่ เล่าเรื่อง กล่าวยินดีที่ได้มา พูดถึงผู้ฟังในทางที่ดี พูดสิ่งที่เขาคิดในใจ สิ่งที่เรารัก มีอารมณ์ขันและถ่อมตัว แบบให้น่าสนใจคือ เป็นคำถาม ท้าทาย ทำให้ตกใจ ข่าวล่าสุด หรือคำคม สำหรับการพูดปิดให้จดจำคือ เชื่อมโยงกับเรื่องเปิด ฝากให้ทำบางอย่าง คำคมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และจบช้าๆ (531) ประโยคต้องห้าม คือ อย่าพูดความหมายเดียวกันหลายประโยค และอย่าใช้คำว่าสุดท้ายนี้เกิน 2 ครั้ง
การบริหารเชิงกลยุทธ์ ; ประกอบด้วย 1. การวางแผนยุทธศาสตร์/กลยุทธ์ (Strategic planning) 2. การนำแผนไปปฏิบัติ (Implementation) 3. การติดตามและประเมินผล (Evaluation&Control) สิ่งที่ต้องมี และต้องให้เกิดขึ้นเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ขององค์กร (Critical success factor : CSF) คือ ลักษณะจำเพาะของแต่ละองค์กร สถานภาพการแข่งขัน วัฒนธรรมองค์กร การพัฒนาองค์กร การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ และการจัดการคุณภาพ ซึ่งประกอบด้วย ตัวชี้วัดที่มุ่งไปที่ผลลัพธ์สำคัญ (KRA: Key Result Areas) และตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก (KPI : Key Performance Indicator ) และต้องสอดคล้องกับ VISION MISSION และ Strategy วัดแต่สิ่งที่มีความสำคัญ เป็นเหตุและผล มีบุคคลรับผิดชอง สามารถควบคุมได้ วัดผลได้ ผู้บริหารและบุคลากรติดตามการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่สร้างความขัดแย้งในองค์กร ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องได้มาจากการวิเคราะห์องค์กร (SWOT Analysis) เพื่อหาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสพัฒนา และภาวะคุกคาม
การบริหารองค์การภาครัฐ ควบคุมกำกับและประเมินผล
การบริหารราชการ หมายถึงการดำเนินกิจกรรมในส่วนของราชการต่างๆของรัฐให้บรรลุ เป้าหมายที่วางไว้ด้วยศาสตร์หรือองค์ ความรู้ทางรัฐประศาสนศาสตร์ การบริหารราชการ มีองค์ประกอบอย่างน้อย 2 ส่วน 1. ต้องมีหน่วยงานหรือส่วนราชการ 2. ต้องมีระเบียบการบริหารงาน
การจัดระเบียบบริหารราชการ 3 หลักการ 1. หลักการรวมอำนาจ 2.หลักการแบ่งอำนาจ 3. หลักการกระจายอำนาจ กล่าวโดยสรุป การบริหารราชการ ก็คือการนำนโยบาย (policy)มาปฏิบัติ โดยบรรดาข้าราชการ
สิ่งจำเป็นที่ผู้บริหารต้องคำนึงถึง ในการจัดองค์กร เพื่อให้การบริหารองค์การสาธารณะสามารถบรรลุเป้าหมาย ได้แก่ • โครงสร้างองค์การ • วัตถุประสงค์ขององค์การ (ภารกิจ) • กฎระเบียบ • บุคลากร • เชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมภายนอก • เอกลักษณ์ขององค์กร
ปัจจัยแวดล้อมทางการบริหาร:ภายใน ได้แก่ 1. คน (Men) • 2. เงิน (Money) • 3. วตัถุ (Material) • 4. วิธีปฏิบัติงาน (Method) • 5. Market (ตลาด) • 6. Machine (เครื่องจักร) • 7. Morale (ขวัญ/กำลังใจ) • และปัจจัยแวดล้อมทางการบริหาร:ภายนอก ได้แก่• ด้านเศรษฐกิจ • ด้านสังคม และวัฒนธรรม • ด้านการเมือง • ด้านกฎหมาย • ด้านการศึกษา • ด้านสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยี • ด้านสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ผู้บริหารจำเป็นต้องศึกษา ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของ องค์กรอย่างลุ่มลึกรอบด้าน เพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการ บริหารรัฐกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมโดยส่วนรวม รวมถึงต้อง ใช้เป็นข้อควรระมัดระวังไม่ให้ผิดพลาดในการบริหารจัดการรัฐกิจ
การควบคุม กำกับ ติดตามและประเมินผล เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย (Policy Decision) การตัดสินใจในการบริหารงาน ( Administration Decision) การตัดสินใจเพื่อปฏิบัติ (Operation Decision)
สิ่งที่ผู้บริหารต้องมีคือ : รู้จักและเข้าใจองค์กร อดทน อดกลั้น รู้เขารู้เรา ต้องเป็นคนมีความเมตตาธรรม สัจธรรม และคุณธรรมสูง อย่างสม่ำเสมอ
การจัดการกำลังคนในองค์กรและเครือข่าย เป็นการประยุกต์แนวคิดโดยใช้หลัก 3C – PDSA / DALI ซึ่งเป็นมาตรฐาน มาเพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบระบบงานที่เหมาะสม ใช้ประโยชน์เพื่อหาโอกาสพัฒนา 1) การพิจารณาบริบทขององค์กรและหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหา ความท้าทาย และความเสี่ยงที่สำคัญ 2) การใช้ค่านิยม และแนวคิดหลัก (Core values & Concepts) ของการพัฒนาคุณภาพและการสร้างเสริมสุขภาพ 3) วงล้อการพัฒนาคุณภาพและการเรียนรู้ (Plan-Do-Study-Act หรือ Design –Action-Learning-Improve หรือ Purpose- Process- Performance) “รู้หลัก รู้โจทย์ รู้เกณฑ์ รู้วัตถุประสงค์ ลงสู่การปฏิบัติ และปรับปรุงพัฒนาเป็นวงล้อ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด”
การบริหารกำลังคน ประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 2 ส่วนคือ 1.สภาพแวดล้อมของกำลังคน และ 2.ความผูกพันของกำลังคน ปัจจัยสำคัญของการจัดการกำลังคน คือ ผู้นำ นโยบาย การสื่อสาร องค์ความรู้ การติดตามผลลัพธ์ที่มีต่อคนไข้ บุคลากร องค์กร และทีมงานที่ได้ทำงานตรงตามความสามารถ “Put the Right Man On The Right Job” ดังพระบรมราโชวาท ในหลวงรัชกาลที่ 9 “เมื่อทำงานอย่ายกเอาความขาดแคลนเป็นข้ออ้าง จงทำงานท่ามกลางความขาดแคลนให้บรรลุผล จงทำด้วยความเต็มใจและซื่อสัตย์”
เทคนิคจากการเลือกรูปแบบและสื่อในการนำเสนอ นอกจากจะถูกต้องและเหมาะสม ยังต้องคำนึงถึงเรื่องที่จะนำเสนอ ลักษณะของสื่อในการนำเสนอ ที่จะช่วยให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของการนำเสนอ เช่น ต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ความต้องการที่แน่ชัดว่า เสนอเพื่ออะไร มีรูปแบบการนำเสนอเหมาะสม ข้อความกะทัดรัดได้ใจความ เรียงลำดับ ใช้ภาษาเข้าใจง่าย ใช้ตาราง แผนภูมิ แผนภาพ ช่วยให้พิจารณาข้อมูลได้สะดวก เนื้อหาสาระดี มีความน่าเชื่อถือ เที่ยงตรง ถูกต้อง สมบูรณ์ครบถ้วน ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันทันสมัย ทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน เสนอแนะแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน นอกจากนี้ อาจารย์ยังแนะนำเรื่องของการใช้สีของสื่อ สีแดง จะเกี่ยวเนื่องกับภาวะวิกฤต ความปลอดภัย สีเขียว จะทำให้สบายตา สดชื่น สีดำหรือเทา จะทำให้บรรยากาศหม่นหมอง และที่สำคัญคือ การลำดับและเชื่อมโยงลูกศรต้องถูกต้อง ตลอดจนการใช้สีตัวอักษรและพื้นหลังต้องมีความชัดเจน ไม่กลืนกัน จะทำให้ผู้อ่านมองเห็นได้ไม่ชัด
เทคนิคของผู้นำเสนอ ในการนำเสนอด้วยวาจา ผ่านคลิปวิดีโอ อาจทำให้รู้สึกเกร็งและประหม่าในบางคน คุณสมบัติอันเป็นลักษณะประจำตัวของผู้นำเสนอ ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จในการนำเสนอ และมีอิทธิพลต่อการโน้มน้าว ชักจูงให้เกิดความสนใจ ความไว้วางใจ เชื่อถือ และการยอมรับได้มาก เท่ากับหรือมากกว่าเนื้อหาที่นำเสนอ ผู้นำเสนอส่วนใหญ่ จะมีบุคลิกดี แต่งกายด้วยชุดสุภาพ เรียบร้อยและเป็นทางการ มีน้ำเสียงชัดเจน อักขระควบกล้ำถูกต้อง มีความรู้อย่างถ่องแท้ มีความน่าเชื่อถือไว้วางใจ เชื่อมั่นในตนเอง มีจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจในเรื่องที่ตนเองพูด และการใช้ภาษากาย ภาษามือประกอบการบรรยายที่สอดคล้องกับเรื่องที่จะพูด ยิ้มแย้มแจ่มใส กวาดสายตาไปรอบๆ






เทคนิคการเป็นผู้ฟังที่ดี และการเป็นผู้วิพากษ์
ผู้ฟัง : ฟังอย่างตั้งใจ จับประเด็นและเก็บรายละเอียดต่างๆเพื่อนำมาพัฒนาตนเอง
ผู้วิพากษ์ : ฟังด้วยความสังเกตอย่างรอบคอบ ทั้งสื่อและเทคนิคการนำเสนอ โดยนำองค์ความรู้ที่ได้จากการอบรมมาวิพากษ์
นอกจากนี้ ยังได้แนวคิดจากการอัดภาพวิดีโอเพื่อนำเสนอ คือ ต้อง คำนึงถึงการปรับเรื่องแสงและเสียง ระยะการยืนใกล้ ไกล สิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้นำเสนอ จะทำให้การนำเสนอมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
การคิดวิเคราะห์งานอย่างเป็นระบบ
เนื้อหาโดยย่อ : การทำงานทุกอย่างต้องผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ และสร้างความเข้าใจ เมื่อเข้าใจและสามารถประเมินสถานการณ์ได้ เราจะรู้จักนำแนวคิดนั้นมาประยุกต์ใช้ และมีการประเมินซ้ำจากประสบการณ์การทำงานจริงเพื่อปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น การฝึกคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ การคิด วิเคราะห์ ทบทวน ปฏิบัตินำความรู้การคิดและวิเคราะห์งานอย่างเป็นระบบ ไปใช้ในการพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณคือปลูกฝังกระบวนการคิด อ่านสื่อที่มีคุณภาพและหลากหลาย สร้างหรือหาโอกาสฝึกการคิด หาข้อดีที่เกิดจากการคิดที่มีวิจารณญาณ และหมั่นปฏิบัติบ่อยๆจนเคยชิน เพื่อจะทำให้องค์กรมีศักยภาพและสมรรถภาพของคนในองค์กรดีขึ้น อีกทั้งใช้แนวคิดและมุมมองเป็นฐานในการจัดการ
ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม (bloom’s taxonomy) ได้แบ่งการเรียนรู้ออกไป 6 ระดับ คือ
๑.ความสามารถในการสร้างสิ่งใหม่ๆจากสิ่งที่เคยเรียนรู้ (Creating)
๒.ความสามารถในการตรวจสอบควบคุม(evaluating)
๓.ความสามารถในการแยกและเชื่อมโยงความสัมพันธ์(analyzing)
๔.ความสามารถในการประยุกต์ใช้(applying)
๕.ความสามารถในการแปลความหมาย(understanding)
๖.ความสามารถในการจดจำข้อมูล(remembering)
การคิดอย่างมีวิจารณญาณ หมายถึง กระบวนการคิดที่ใช้เหตุใช้ผลพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ โดยการศึกษาข้อมูล หลักฐาน แยกแยะข้อมูลว่าข้อมูลใดคือ ข้อเท็จจริง ข้อมูลใดคือความคิดเห็น ตลอดจนพิจารณาความน่าเชื่อถือของข้อมูล แล้วตั้งสมมติฐานเพื่อหาสาเหตุของปัญหา และสามารถหาแนวทางแก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้จะนำไปสู่การคิดตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพื่อให้เห็นว่าเรื่องใดควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ สิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ เพราะเหตุใด ผู้ที่มีความคิดอย่างมีวิจารณญาณจะเป็นคนใจกว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นอย่างมี เหตุผล ไม่ยึดความคิดเห็นของตนเองเป็นหลัก ก่อนตัดสินใจอย่างใดต้องมีข้อมูลหลักฐานเพียงพอ และสามารถเปลี่ยนความคิดเห็นของตนเองได้ หากเห็นว่าความคิดเห็นของผู้อื่นดีกว่า มีเหตุผลมากกว่า นอกจากนี้ผู้ที่มีความคิดอย่างมีวิจารณญาณจะต้องเป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้นในการแสวงหา ข้อมูล และความรู้อยู่เสมอ ตลอดจนเป็นผู้ที่มีเหตุผล ไม่ใช้อคติหรืออารมณ์ของตนเองเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ที่ไวต่อความรู้สึกของผู้อื่น เข้าใจผู้อื่น ทำให้รับรู้สถานการณ์ความคิด ความรู้สึกของผู้อื่นได้ดี โดยการแยกความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริง และความรู้สึกหรือความคิดเห็น การพิจารณาความเชื่อถือได้ของแหล่งข้อมูล การพิจารณาความถูกต้องตามข้อเท็จจริงของข้อความนั้น การแยกความแตกต่างระหว่างข้อมูล ข้อคิดเห็นหรือเหตุผลที่เกี่ยวข้องและไม่ เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นการค้นหาสิ่งที่เป็นอคติหรือความลำเอียง การระบุถึงข้ออ้าง ข้อสมมติทีไม่กล่าวไว้ก่อน การระบุถึงข้อคิดเห็นหรือขัดโต้แย้งที่ยังคลุมเครือ การแยกความแตกต่างระหว่างข้อคิดเห็นที่สามารถพิสูจน์ความถูกต้องได้ การตระหนักในสิ่งที่ไม่คงที่ตามหลักการและเหตุผลการพิจารณาความมั่นคงหนักแน่นในข้อโต้แย้งหรือข้อคิดเห็น
การรับรู้ มีหลักการคือ ดูให้เห็น ฟังให้ได้ยิน ดมให้ได้กลิ่น ชิมให้ได้รส จับให้ได้รูป สัมผัสให้ได้บรรยากาศ เป็นกระบวนการที่คาบเกี่ยวกันระหว่างเรื่องความเข้าใจ การคิด การรู้สึก (Sensing) ความจำ (Memory) การเรียนรู้ (Learning) การตัดสินใจ (Decision making)
การใช้อารมณ์และความรู้สึกโดยใช้ความเป็นเหตุเป็นผล หลักความคิด ส่งผลต่อการตัดสินใจ
การคิดอย่างเป็นระบบ ก็คือ การคิดให้ครบองค์ประกอบของระบบให้ครบทุก 4 ด้าน ได้แก่
1. คิดให้ลึกเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking)
2. คิดให้กว้างอย่างสร้างสรรค์ (Creative Thinking)
3. คิดให้ครบจนจบเรื่อง (Integrated Thinking)
4. คิดในภาพรวมทั้งระบบ (System Thinking)
การคิดอย่างมีระบบคือคิดอย่างมีเหตุมีผล ทำให้ผลของการคิดหรือผลของการแก้ปัญหาที่ได้นั้นมีความถูกต้อง แม่นยา และรวดเร็ว วิธีการคิดอย่างมีระบบ จะเป็นหนทางไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ถ้าองค์กรนั้น ๆ นำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและยึดหลักให้คนภายในองค์กร ตระหนักในการศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ และผู้บริหารให้ความสำคัญต่อการฝึกอบรมการเรียนรู้ของพนักงานองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) จึงทาให้เกิดการเรียนรู้จากตัวเอง จนเกิดการเรียนรู้ของทีมงาน ทำให้เกิดการสร้างวิสัยทัศน์รวม (Shared Vision) และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นทีม (Team Learning)




(นางสุพิชชา ทองประสิทธิ์)
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
supitcha-t1
 
โพสต์: 71
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 18 ส.ค. 2014 9:03 am

ย้อนกลับไปยัง วิชาการ

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน