Advances in Pharmacotherapeutics and Pharmacy Practice 2016

สรุปหัวข้อความรู้จากการประชุม/อบรม

Advances in Pharmacotherapeutics and Pharmacy Practice 2016

โพสต์โดย Phacha » จันทร์ 25 ก.ค. 2016 12:23 pm

แบบรายงานผลการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา
โรงพยาบาลพนมสารคาม
ชื่อ ภญ.ปณิตา สิงห์แก้ว ตำแหน่ง เภสัชกรชำนาญการ และ
ภญ.บุตรี กิจจะอรพิน ตำแหน่ง เภสัชกรชำนาญการ
กลุ่มงาน เภสัชกรรม ไปประชุม เรื่อง Advances in Pharmacotherapeutics and Pharmacy Practice 2016 วันที่ 22-24 มิถุนายน 2559 ณ โรงแรมนารายณ์ สีลม กรุงเทพมหานคร
Advances in Pharmacotherapeutics and Pharmacy Practice 2016
1. Cardiologic Session
2. Critical Care Session
3. Drug Safety Session
4. Oncology Session
5. Infectious Disease Session
6. Nephrology Session
7. Psychiatry Session
8. Respiratory Session
9. Endocrinology Session
10. Rheumatology Session


1. Cardiologic Session

• Drug-induced Torsade de Pointes:Pharmacist Preventive Strategies
ปัญหาอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากยาสำคัญปัญหาหนึ่ง คือ การเกิดหัวใจเต้าเสียจังหวะจากการที่ยาบางชนิดเหนี่ยวนำให้เกิด QT prolongation อาการไม่พึงประสงค์นี้ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะหัวใจเต้นเสียจังหวะชนิดรุนแรงจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้ ยาที่มีโอกาสเกี่ยวข้องกับอากาสรไม่พึงประสงค์นี้ได้มาก คือ ยาต้านหัวใจเสียจังหวะ (arrhythmic drugs) พบรายงานว่าการใช้ยากลุ่มนี้ทำให้เกิด QT prolongation ร้อยละ 10 ในสัปดาห์แรก และพบผู้ป่วยที่เกิดหัวใจเต้นเสียจังหวะ ร้อยละ 1.51 อย่างไรก็ตาม การเกิด QT prolongation จากยาต้านหัวใจเสียจังหวะเป็นฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของยาเอง ในช่วงแรกที่มีการนำยาต้านหัวใจเสียจังหวะมาใช้จะพิจารณาถึงความจำเป็นในกาสรใช้ยามากกว่าที่จะไม่ใช้เพราะผลไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้น แต่ในปี ค.ศ. 1990 เร่มมีรายงานว่า non-cardiac drugs ทำให้ผู้ป่วยเกิดหัวใจเต้นเสียจังหวะจนถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน โดยพบรายงานจากการใช้ยา terfenadine และ astemizole ซึ่งเป็นยาในกลุ่ม second generation antihistamines อาการไม่พึงประสงค์รุนแรงดังกล่าวมักพบว่าเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างยา (drug interaction) จึงเป็นที่มาของความสนใจเกี่ยวกับประเด็นนี้มากขึ้น จนทำให้เกิดการถอนยาหลายชนิดออกจากท้องตลาดและนำมาสู่ข้อกำหนดต่างๆขององค์กรควบคุมความปลอดภัยทางยาทั่วโลก ยาที่มีรายงานการเกิด QT prolongation และ Torsade de pointes มีดังนี้
-ยากลุ่ม macrolides
-ยากลุ่ม fluoroquinolones
-ยากลุ่ม azole antifungals
-ยาต้านหัวใจเสียจังหวะ (antiarrythmic drugs)
-ยากลุ่ม antidepressants และ antipsychotics
-ยาที่ใช้ในระบบทางเดินหายใจ
แม้ปัญหา เรื่อง drug-induced QT prolongation และ Torsade de pointes จะมีอัตราการเกิดต่ำ แต่มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต และการประยุกต์ใช้ข้อมูลอาจไม่ตรงไปตรงมา จึงควรมีการระมัดระวังการใช้ยากลุ่มที่มีรายงานความเสี่ยงดังกล่าว การเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยในขนาดยาที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันการเกิดการใช้ยาที่มีผลเสียซ้ำซ้อน รวมถึงป้องกันการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน

• Heart Failure with Atrial Fibrillation:What Pharmacists Should Know
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด atrial fibrillation(AF) และภาวะหัวใจล้มเหลว (heart failure,HF) เป็นโรคหัวใจที่สำคัญและพบบ่อยที่สุดในทางคลินิก โดยทั่วไปการรักษาโรคทั้งสองชนิดมีแนวทางการักษาที่ชัดเจน แต่ในปัจจุบันมีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่าประสิทฺธิภาพของยาบางกลุ่มที่นำมาใช้ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็น AF ร่วมกับ HF (โดยเฉพาะ heart failure with reduced ejection fraction, HFrEF) อาจให้ประโยชน์ในทางคลินิกที่แตกต่างไปจากที่เคยเข้าใจ
- แนวทางการการดูแลจัดการผู้ป่วยที่เป็นโรค AF ร่วมกับ HF
ในปัจจุบัน วิธีการดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรค AF ร่วมกับ HFนั้น มุ่งประเด็นการรักษาไปที่พยาธิสภาพ หรือปัญหาหลักของแต่ละโรคโดยอาศัยข้อมูลจากหลักฐานทางวิชาการที่มี เช่น โรค HF จะมุ่งไปที่การรักษาสมดุลของระบบ neurohormone และ RAAS ร่วมกับการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะน้ำเกินเป็นหลัก ส่วนการรักษา AF จะเน้นไปที่การป้องกันการเกิด stroke หรือ thromboembolism และการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจก่อน โดยอาจไม่ได้พิจารณาผู้ป่วยในภาพรวมว่ามีทั้ง AFและ HF ร่วมกัน ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงกว่ากลุ่มที่เป็นโรคใดโรคหนึ่งเพียงอย่างเดียว ดังนั้น หากพิจารณาเรื่องพยากรณ์โรคที่เลวลงของผู้ป่วยที่เป็นโรคทั้งสองชนิดร่วมกัน จึงอาจมีความเป็นไปได้ว่าประโยชน์ของยาที่แนะนำไว้ในแนวทางการรักษาโรคแต่ละโรคซึ่งอาศัยข้อมูลจากการศึกษาที่มีผู้ป่วยเป็นโรค HFหรือ AF เดี่ยวๆ เป็นส่วนใหญ่อาจมีความแตกต่างออกไป
- หลักฐานทางวิชาการและประโยชน์ของยากลุ่มหลักสำหรับการดูแลรักษาผู้ป่วย AFและ HF
จำนวนการศึกษาเกี่ยวกับการจัดการผู้ป่วย AFและ HF นั้นมีจำนวนจำกัด ดังนั้นหากต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับผุ้ป่วยเฉพาะกลุ่มนี้จำเป็นที่จะต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังจากการศึกษาชนิด randomized controlled trial (RCTs) ที่มีอยู่ โดยกลุ่มยาที่มีข้อมูลการาศึกษาในรูปแบบดังกล่าวมีดังต่อไปนี้
• ยากลุ่ม anticoagulants ความเสียงต่อการเกิด strokeเป็นปัญหาสำหรับผู้ป่วย AF ซึ่งการใช้ยากลุ่ม anticoagulants เช่น warfarin หรือยาในกลุ่ม novel anticoagulants มีประสิทธิภาพที่ดีในการลดอัตราการเกิด stroke ในผู้ป่วย AF จากการวิเคราะห์ข้อมุลในกลุ่มผู้ป่วย AF ทีมี HFร่วมด้วยจากการศึกษาชนิด RCTs แสดงให้เห็นว่าไม่มีความแปรปรวนของประสอทธิภาพของยากลุ่ม anticoagulants การป้องกัน stroke ระหว่างกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรค AFร่วมกับ HF และกลุ่มผุ้ป่วยที่เป็น AF เพียงอย่างเดียว
• ยากลุ่ม angiotensin antagonists การยับยั้ง RAAS เป็นเป้าหมายหลักของการรักษาผู้ป่วย HFrEF ซึ่งยากลุ่ม angiotensin antagonists ได้แก่ ACEIs, ARBs และ ARNIs แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการลดอัตรา การเสียชีวิตจากโรคหัวใจและการรับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เนื่องจาก HF แต่อย่างไรก็ดีอ ประโยชน์ดังกล่าวเป็นข้อสรุปจากการศึกษาในผู้ป่วย HFrEF ที่ไม่มี AF ร่วมด้วยเป็นส่วนใหญ่ ประโยชน์ของยากลุ่มนี้ในการรักษาผู้ป่วย AF ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนใดๆ ยกเว้นข้อมูลของการใช้ยากลุ่ม ACEIs ในการป้องกัน AF เท่านั้นทีมีระบุไว้ในแนวทางการรักษาโรคหัวใจเต้าผิดจังหวะชนิด AF สำหรับข้อมูลประสิทธิภาพของยากลุ่ม angiotensin antagonists ในการรักษาผู้ป่วยที่เป็นAF ร่วมกับHF พบว่ายังมีความขัดแย้งกันอยู่
• ยากลุ่ม beta-blockers (BBs) BBs เป็นยากลุ่มหลักสำหรับการรักษา HFrEF ที่มีประโยชน์ในแง่ของการลดอัตราการเสียชีวิตโดยรวม แต่ประโยชน์ของ BBs ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็น HFrEF ร่วมกับ AF อาจไม่ชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าการใช้ BBs มีอันตรายเช่นกัน ดังนั้นการใช้ BBs ยังมีความจำเป็นอยู่ในขณะนี้ สำหรับผู้ป่วยที่เป็น HFrEF ร่วมกับ AF เพื่อควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ แต่ไม่สามารถคาดหวังว่าผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์ในเรื่องของการลดอัตราการเสียชีวิตหรือการนอนโรงพยาบาลดังเช่นผู้ป่วยที่มี HFrEF เพียงอย่างเดียว
• ยากลุ่ม mineralocorticoid receptor antagonists (MRAs) Spironolactone หรือ eplerenone เป็นยาที่มีประโยชน์สำหรับผู้ป่วย HFrEF ที่ยังไม่สามารถควบคุมอาการได้แม้จะได้รับยากลุ่ม ARBs และ BBs แต่ข้อมูลจาก subgroup analysis พบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่มี HFrEF ร่วมกับ AF การได้รับ spironolactone มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของการเสียชีวิต อย่างไรก็ดี ข้อมูลในส่วนนี้ยังมี bias ในด้านความรุนแรงของโรคในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับ MRAs ที่มีความรุนแรงของโรคมากกว่าและมีพยากรณ์ของโรคแย่กว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับ MRAs (กลุ่มที่ควบคุมอาการ HF ได้ดีด้วยยากลุ่ม ACEIs และ/หรือ BBs) ส่วนข้อมูลการศึกษา Eplerenone in Mild Patient Hospitalization and Survival Study in Heart Failure (EMPHASIS-HF) พบว่าประโยชน์ของการลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจหรือการนอนโรงพยาบาลจาก HF นั้นไม่แตกต่างกันระหว่างผู้ป่วย HFrEF ที่มีและไม่มี AF
• ยา digoxin การใช้ digoxin จะมีแนวโน้มที่ลดลงในผู้ป่วย HFrEF เนื่องจากมีผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการใช้ digoxin ในผู้ป่วย HFrEF ที่ไม่มี AF ร่วมด้วยนั้น ไม่มีประโยชน์ในการลดอัตราการเสียชีวิตแม้ว่าจะลดอัตราการนอนโรงพยาบาลจากHF แต่ความกังวลในเรื่องของความเป็นพิษของยายังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จำกัดการใช้ digoxinในผู้ป่วย HFrEF
• Antiarrhythmic agents เป็นยาที่มักถูกใช้สำหรับการกลับจังหวะหัวใจ (cardioversion) ในผู้ป่วย AF เมื่อแพทย์ต้องการใช้ rhythm control approach ซึ่งประโยชน์ของวิธีการควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจนี้ให้ประโยชน์ที่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ป่วยเมื่อเทียบกับการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ(rate control approach) แต่ผู้ป่วยที่ได้รับ antiarrhythmic agents จะเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาได้มากกว่ากลุ่มที่ได้รับ rate control agents เช่น BBs หรือ calcium channel blockers ดังนั้น การควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจจึงเลือกใช้มากกว่าการควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจในผู้ป่วย AF มีการศึกษาที่ชัดเจนว่ามีการเกิด อันตราย เช่น ventricular arrhymia จากยาบางชนิดในกลุ่มนี้ในผู้ป่วยที่มี AFร่วมกับ HFหรือมีประวัติ การเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย โดย antiarrhythmic agents ที่แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยที่ AF ร่วมกับ HF ได้แก่ dofetilide และ amiodarone
2. Critical Care Session
• Challenge of Drug Dosing with Extracorporeal Membrane Oxygenation Extracorporeal Membrane Oxygenation (ECMO) เป็นเครื่องมือที่มีการใช้เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหอผู้ป่วยวิกฤติ โดยเครื่องมือนี้ใช้เพื่อทำงานแทนหัวใจและ/หรือปอดของผู้ป่วยจากภาวะต่างๆที่ทำให้ภาวะของหัวใจและ/หรือปอดล้มเหลว ซึ่งจะช่วยพยุงให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยาวนานขึ้น ในฐานะเภสัชกรก็คือการดูแลการใช้ยาในผู้ป่วยกลุ่มนี้ ที่มุ่งเน้นให้มีความรู้ความเข้าใจในด้านพื้นฐานของ ECMO การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับยาจาก ECMO และข้อมูลของขนาดยาที่มีการศึกษาในปัจจุบัน
- แนวทางการศึกษาเรื่องยาในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่อง ECMO เนื่องจาก ECMOเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่งเข้ามา การศึกษาเกี่ยวกับยายังมีไม่มากนัก การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาในชวงต่างๆจะสามารถทำให้เข้าใจได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อใช้ตัดสินใจในการเลือกขนาดยาให้กับผู้ป่วยแต่ละราย
- ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงขนาดยาในขณะทำ ECMO จำเป็นต้องคำนึงถึงสภาวะผู้ป่วยร่วมกับเครื่องมือที่ใช้ และต้องพิจารณาถึงยาที่จะใช้ จึงจะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นต่อยาชนิดนั้น เพื่อทำให้ได้ขนาดยาและการใช้ยาที่เหมาะสมนั่นเอง ต้องพิจารณา การเปลี่ยนแปลงทางเภสัชจลนศาสตร์ การสูญเสียของยาใน circuit ตำแหน่งที่ให้ยา ชนิดของเครื่องECMO และอายุของcircuit

• Aerosolized Antimicrobial Treatment for Ventilator-associated Pneumonia : Phaemacokinetic Aspects โรคปอดอักเสบในผู้ป่วยที่ได้รับเครื่องช่วยหายใจ (for Ventilator-associated Pneumonia,VAP) เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดทุพพลภาพและการเสียชีวิต อุบติการณ์ของ VAP ยังมีสาเหตุมาจากการดื้อยาของเชื้อจุลชีพในกลุ่มแกรมลบ(multiple-drug resistane Gram-negative oranism) ซึ่งส่งผลให้เกิดการดื้อยาต่อยาต้านจุลชีพที่มีการบริหารยาเข้าสู่ร่างกายทางระบบไหลเวียนเลือด (systemic antimicrobial therapy) ด้วยสิธีการบริหารยาแบบรับประทานหรือเข้าทางหลอดเลือด โดยเฉพาะการดื้อยาของเชื้อ Pseudomonas aeroginosa หรือ Acinetobacter baumanii ดังนั้นการรักาผู้ป่วย VAP จึงนำการการบริหารยาต้านจุลชีพในรูปแบบยาพ่นเข้าทางระบบทางเดินหายใจ(Aerosolized Antimicrobial Therapy)มาใช้ในการรักษาเสริม(adjuvant therapy) กับการบริหารยาแบบ systemic antimicrobial therapy โดยพบว่า การบริหารยาเข้าทางระบบทางเดินหายใจทำให้ความเข้มข้นของยาที่ปอด ความเข้มข้นของยาใน sputum และ lung tissue สูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการบรอิหารยาแบบ systemic therapy และสามารถบริหารยาในขนาดร้อยละ 50-70 ของขนาดยาที่ใช้ในการบริหารยาแบบ systemic therapy อย่างไรก็ตามการแพร่ของยาไปยัง airway lumen และ intraluminal secretion ยังมีข้อจำกัด รวมถึงยาถูกทำลายใน intraluminal secretionด้วย นอกจากนี้การตอบสนองต่อกระบวณการอักเสบ(inflammatory response) ที่เกิดจากเชื้อจุลชีพในบริเวณ airway lumen อาจทำให้เกิดการทำลาย airway wall และเกิด airway obstruction นำไปสู่ภาวะ pneumonia และ bacteremia ได้ เนื่องจากข้อมูลที่สันบสนุนการใช้ inhaled antibiotic ยังมีไม่มากพอ รวมทั้งยังมีข้อจำกัดหลายๆด้าน ดังนั้น การนำ inhaled antibiotic therapy มาใช้จึงเป็นเพียง adjuvant therapy ร่วมกับ systemic antibiotic ในการรักษา VAPมากกว่าการใช้แบบ monotherapy

3. Drug Safety Session
1. Evidence-bases Pharmacovigilance for Pharmaceutical Care ปัจจุบันความปลอดภัยจากการใช้ยา (medication safety) เป็นเรื่องสำคัญในระบบยา (medication system) และการดูแลผู้ป่วยโดยตรง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของการให้บริการทางสุขภาพและสิทธิของผู้ป่วยในการได้รับบริการทีมีคุณภาพและปลอดภัย ข้อมูลความปลอดภัยจากยา(drug safety information) ซึ่งเกิดขึ้นจากคุณสมบัติของตัวยาเองนั้น ส่วนมากจะทราบมากขึ้นภายหลังจากยาได้มีการนำมาใช้ในท้องตลาดแล้วเนื่องจากข้อจำกัดของการศึกษาวิจัยทางคลินิกก่อนที่ยาจะได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา ในขณะที่ความปลอดภัยจากการใช้ยาเกิดขึ้นจากคุณสมบัติของยาเอง และความคลาดเคลื่อนจากการใช้ยา(mediacation error) โดยที่ความคลาดเคลื่อนจากการใช้ยาเป็นสาเหตุของอันตรายที่สามารถป้องกันได้หากมีกระบวณการใช้ยาอย่างเหมาะสม แต่เนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยด้านยามาจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีระดับต่างๆกัน ดังนั้น เภสัชกรที่ให้การบริบาลทางเภสัชกรรมควรเข้าใจหลักการของ Pharmacovigilance ซึ่งเพิ่มเติมจากการบริบาลทางเภสัชกรรมในเรื่องของ any other drug related problemเข้าไปด้วย เพื่อนำไปสู่การดูแลผู้ป่วยด้านยาได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
2. Latest Safety Concern of SGLT-2 Inhibitors:What Should We Beware? ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดกลุ่ม sodium glucose cotransporter type 2 inhibitors(SGLT-2 inhibitors) เป็นยากลุ่มใหม่ที่เริ่มมีการใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น ที่มีจำหน่ายในไทยได้แก่ dapaglifozin,canaglifozinและ empaglifozin มีกลไกยับยั้งกระบวนการดูดกลับน้ำตาลกลูโคสที่ไต ทำให้มีการขับออกของน้ำตาลกลูโคสที่ปัสสาวะเพิ่มขึ้น(glucosuria) มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงและยังมีข้อดีอื่นๆ เช่น ทำให้น้ำหนักตัวลดลง และความดันโลหิตลดลง นอกเหนือจากประสิทธิภาพในการลดระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว อาการไม่พึงประสงค์จากยาในกลุ่ม SGLT-2 inhibitors ที่น่าสนใจและมีการประกาศเตือนจากองค์การอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ดังต่อไปนี้
1.การเกิดภาวะ ketoacidosis
2.การเกิดกระดูกหัก(bone fracture)
3.การเติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่รุนแรง(serious urinary tact infections)
4.การตัดเท้าและขา(leg and foot amputations)

4. Oncology Session
• Screening and Prevention of Ovarian Cancer มะเร็งรังไข่เป็นมะเร็งใน 10อันดับแรกที่พบในสตรี โดยมีอุบัติการณ์เป็นอันดับที่ 6 ของมะเร็งที่พบในสตรี แต่เมื่อพิจารณาอัตราการเสียชีวิต จะพบว่าในกลุ่มมะเร็งที่พบในอวัยวะเพศของสตรีนั้น มะเร็งรังไข่จะมีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุด
- Predisposing factor ของมะเร็งรังไข่ ยังไม่ทราบแน่ชัดพบแต่เพียงปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้เกิดมะเร็งรังไข่ ได้แก่ การอยู่ในประเทศอุตสาหกรรม อายุ พันธุกรรม การมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านม การมีบุตร การได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนในวัยหลังหมดประจำเดือน การได้รับยากรตุ้นการตกไข่ การได้รับแป้งฝุ่นโรยที่ปากช่องคลอด และ อาหาร บุหรี่และเหล้า
- อาการมะเร็งรังไข่ ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ อย่างไรก็ตาม อาการที่มักพาผู้ป่วยมารับการตรวจกับแพทย์ ได้แก่ อาการท้องอืดเป็นประจำ ปวดท้องน้ย แน่นท้อง ถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระลำบาก นอกจากนี้ ก็จะมีท้องโต เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ผอมแห้ง ซึ่งมักเป็นเมื่อมีการลุกลาม(metastasis) ของมะเร็ง
- การตรวจหามะเร็งรังไข่ ด้วยเหตุที่ไม่มีอาการแสดงอะไรในระยะแรกของการเป็นมะเร็งรังไข่ โรคนี้จึงเป็นภัยเงียบกว่าจะมีอาการ มะเร็งก็ลุกลามไปแล้ว จึงมีความพยายามที่จะทำการตรวจหามะเร็งรังไข่ให้พบแต่เนิ่น ด้วนการให้สตรีรับการตรวจสุขภาพประจำ ปีละ 1ครั้ง โดยการตรวจภายใน(pelvic exam), ทำ pap smear จากในช่องคลอด และการตรวจบริเวณท้องน้อยด้วย ultrasound นอกจากนี้ก็อาจตรวจเลือดเพื่อหา CA-125,alpha-fetoproteinหรือ Hcg แต่ tumor marker เหล่านี้ก็ไม่จำเพาะต่อมะเร็งรังไข่
- การป้องกัน มะเร็งรังไข่ ยังไม่มียาหรือวิธีการที่ใช้ป้องกันมะเร็งรังไข่ได้อย่างสมบูรณ์ แต่จากการที่สตรีมีไข่ตกทุกเดือน และเกิดการฉีกขาดของ epitheliumของรังไข่ตามด้วยการสร้าง epitheliumใหม่ จึงสมมติฐานว่า epithelium ของรังไข่จะเกิดการหนาตัวขึ้นและอาจกลายเป็นมะเร็งรังไข่ได้ในที่สุด ดังนั้นหากสามารถทำให้ไม่มีการตกไข่เลย หรือให้มีการตกไข่น้อยที่สุดก็น่าจะป้องกันการเป็นมะเร็งรังไข่ได้
5. Infectious Disease Session
• Upcoming New Weapons for Pseudomonas aeruginosa เชื้อ Pseudomonas aeruginosa เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคติดเชื้อดื้อยาหลายชนิด (multi-drug resistant organism, MDROs) ในโรงพยาบาล ที่ก่อให้เกิดปัญหาทางสาธารณสุขทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยพบว่า การติดเชื้อดื้อยาหลายชนิดจะเพิ่มโอกาสในการเสียชีวิต ในปัจจุบัน พบเชื้อ P.aeruginosa ที่ดื้อต่อยาต้านจุลชีพหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาต้านจุลชีพกลุ่ม carbapenems และ colistin ซึ่งเป็นยาต้านจุลชีพในลำดับสุดท้ายที่สามารถฆ่าเชื้อ P.aeruginosa ได้ ปัจจุบัน ยา ceftolozane/tazobactam และ ceftazidime/avibactam เป็นยากลุ่ม cephalosporins ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อดื้อยาหลายชนิด รวมถึงเชื้อ P.aeruginosa ที่ดื้อยา ที่มีการรับรองให้มีการนำมาใช้ ที่มีกลไกในการยับยั้งเชื้อดื้อยาดังกล่าวที่แตกต่างกันตามคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาของแต่ละตัว และความเหมาะสมในการนำมาใช้ยับยั้งเชื้อดื้อยาที่แตกต่างกัน
• Dengue Vaccine ไข้เดงกี่ (dengue fever), ไข้เลือดออกเดงกี่ (dengue hemorrhagic fever) และไข้เลือดออกเดงกี่ที่ช็อก (dengue shock syndrome) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อเดงกี่ซึ่งมี 4 serotypes (DENV1-4) และติดต่อผ่านทางยุงลาย(Aedes mosquitoes) พบเป็นโรคประจำถิ่นของประเทศมนแถบอเมริกาแปซิฟิคตะวันตก แอฟริกา ดินแดนเมดิเตอร์เรเนียนตะสันออกและเอเชียตะวันออกฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยด้วย ผู้ป่วยไข้เลือดอผู้ป่วยเดงกี่และไข้เลือดออกเดงกี่ที่ช็อคมีโอกาสเสียชีวิตสูง ผู้ป่วยต้องได้รับการวินิจฉัยที่ทันท่วงที และต้องตรวจหาสัญญาณแสดงว่าผู้ป่วยกำลังจะเป็นเดงกี่ที่รุนแรง การรักษาทำโดยให้การรักษาตามอาการ เช่น การลดไข้ การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ และอื่นๆ การป้องกันการติดเชื้อมีความสำคัญสูง โดยการควบคุมยุงลายและลูกน้ำยุงลาย รวมถึงการให้วัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- เดงกีวัคซีน การพัฒนาวัคซีนเดงกีเป็นความหวังที่สำคัญในการลดอุบัติการณ์และอัตราการสียชีวิตของโรคเดงกี แต่จำเป็นต้องพัฒนาวัคซีนที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเดงกีไวรัสได้ครบทุกสายพันธุ์ เดงกีวัคซีนมีทั้งที่อยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยระยะต่างๆ และที่มีจำหน่ายออกมาแล้วแต่ยังไม่มีการจำหน่ายในไทย ได้แก่ Dengvaxia ได้รับการรับรองใน 4ประเทศ ได้แก่ เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ บราซิล และ เอลซัลวาดอร์ ซึ่งสามารถป้องกันการติดเชื้อเดงกีทั้ง 4สายพันธุ์ ส่วนวัคซีนอื่นยังอยุ่ใน clinical trial
6. Nephrology Session
• New Hope to Halt the Progression of Diabetic Nephropathy โรคไตจากเบาหวานเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคไตระยะสุดท้าย ซึ่งจะเพิ่มอัตราการเสียชีวิตในโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด พยาธิกำเนิดของเบาหวาน และการเกิดโรคไตมีความซับซ้อนทั้งทางด้าน metabolic และ hemodynamic จากข้อมูลกลไกการเกิดโรค ทำให้เกิดการพัฒนายาใหม่ๆเพื่อป้องกันและรักษาเบาหวาน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการใช้ยาใหม่ๆในปัจจุบันยังมีอยู่อย่างจำกัด ทั้งในด้านการศึกษาที่เป็นกลุ่มคนจำนวนน้อย การติดตามผลในระยะเวลาสั้น ผู้ป่วยเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา หรือยาบางชนิดยังไม่มีผลการศึกษาสนับสนุนในมนุษย์ ดังนั้น จึงยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
7. Psychiatry Session
• Updated Treatment Strategies to Achieve Remission in Depressive Disorders โรคซึมเศร้า (major depressive disorder) เป็นโรคทางจิตเวชที่พบบ่อย และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพได้สูง เป้าหมายสูงสุดของการรักษาโรคซึมเศร้า คือ ทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะสงบของโรค (remission) ให้ได้กล่าวคือ ทำให้อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญา และความสามารถในการทำงานของผู้ป่วยกลับมาเป็นปกติใกล้เคียงเหมือนกับก่อนเริ่มป่วย
- แนวทางการรักษา แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเฉียบพลัน ระยะต่อเนื่อง และระยะคงสภาพ
- การรักษาโรคซึมเศร้า ประกอบด้วยการ รักษาโดยไม่ใช้ยา เช่น จิตบำบัด, การช็อตด้วยไฟฟ้า และการรักษาโดยใช้ยา
- การรักษาด้วยยาต้านเศร้า ยาต้านศร้าจัดเป็นวิธีการรักษาหลักสำหรับโรคซึมเศร้า สำหรับผู้ป่วยซึมเศร้าครั้งแรก และไม่เคยได้รับการรักษามาก่อน ควรเริ่มด้วยยาชนิดเดียว โดยเริ่มจากขนาดยาต่ำๆ แล้วค่อยเพิ่มขนาดยาให้ถึงขนาดในการรักษา จากหลักฐานทางวิชาการแสดงให้เห็นว่ายาต้านเศร้าแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคซึมเศร้าได้ใกล้เคียงกัน ดังนั้นการเลือกชนิดของยาต้านเศร้าจึงควรพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย การติดตามประเมินอาการโรคซึมเศร้า หลังจากเริ่มการรักษาไป 1-2สัปดาห์ เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงการักษา ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขนาดยา การเปลี่ยนไปใช้ยาต้านเศร้าชนิดอื่น และการเพิ่มยาชนิดใหม่เพื่อให้ผูป่วยมีโอกาสเข้าสู่ภาวะสงบของโรคได้มากขึ้น นอกจากนี้ การประเมินอาการหลงเหลืออาจช่วยทำให้การเลือกแนวทางการักษาเหมาะสมยิ่งขึ้นได้
8. Respiratory Session
• New and Advances of Maintenance Treatment of COPD การรักษา COPD ที่อยู่ในภาวะคงที่ด้วยยา นับว่ามีการพัฒนาขึ้นมาก ดังจะเห็นได้จากการมียาใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นยาขยายหลอดลมหรือยาต้านการอักเสบ ทั้งการใช้เป็นยาเดี่ยวและยาผสมที่มีกำหนดขนาดแน่นอน โดยอาศัยกลไกการออกฤทธิ์ของยาที่ต่างกันมาเสริมกัน และยาหลายชนิดที่พัฒนาขึ้นมาก็สามารถใช้เพียงวันละ 1 ครั้งได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อ adherence ในการใช้ยาของผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม บทบาทของ inhaled corticorsteroids (ICS) ใน COPD ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณา รวมถึงประเด็นความปลอดภัย โดยเฉพาะการทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบ ซึ่งเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง จึงทำให้มีการพิจารณาถึงเงื่อนไขการใช้ ICS ที่อาจต้องจำกัดการใช้ในผู้ป่วยที่มีโรคอยู่ในขั้นรุนแรงและกำเริบบ่อย รวมถึงผู้ป่วย ACTOS เหล่านี้จึงเป็นที่มาของแนวคิดการรักษา COPD ที่อยู่ในภาวะคงที่ด้วยการใช้ยาโดยพิจารณาถึงลักษณะทางคลินิก (COPD phenotype) ของผู้ป่วย เพื่อให้เกิดการใช้ยาที่มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
9. Endocrinology Session
• Future of the Pharmacological Treatment in Diabetes Mellitus ปัจจุบันมียาลดระดับน้ำตาลในเลือดหลายกลุ่ม แต่ด้วยพยาธิสรีรวิทยาของเบาหวาน จึงอาจทำให้การใช้ยาเหล่านี้เดี่ยวๆ หรือการใช้ยาหลายกลุ่ม ไม่สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยส่นหนึ่งได้มากนัก หรือในผู้ป่วยบางรายเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา เมื่อใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดบางกลุ่ม ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการพัฒนายาลดระดับน้ำตาลในเลือดชนิดใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนายาที่มีอยู่เดิมจากยาฉีดให้เป็นยารับประทาน หรือสามารถบริหารยาได้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยหวังผลในการเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วย ซึ่งยาหรือสารที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่องใช้เป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ขณะนี้ยังอยู่ใน clinical trial ซึ่งมีกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างออกไป ตัวอย่างเช่น FFAR1 และ GPR119 ออกฤทธิ์ กระตุ้น FFER1ในเซลล์เบตาและลำไส้ และเพิ่มการกลั่งอินซูลินและอินครีติน Dual PPAR agonists ออกฤทธิ์กระตุ้น PPAR alpha และ PPAR gamma และ ลดการดื้ออินซูลิน เป็นต้น
10. Rheumatology Session
• Personalized Biological Treatment for Rheumatoid Arthritis : Clinical Applicability โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคที่พบบ่อยในทางคลินิกที่มีความซับซ้อนของกลไกในการเกิดโรค การเลือกยาในปัจจุบันใช้หลักการ treat-to-target approach ซึ่งเป็นการเลือกใช้ยาให้ตรงกับตำแหน่งหรือพยาธิสรีรวิทยาของการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ยากลุ่ม bDMARDs เป็นหนึ่งในกลุ่มยาที่มีความสำคัยในกรณีที่ล้มเหลวจากการรักษาด้วยยา DMARDs ขนานแรก การตอบสนองต่อยากลุ่มนี้ของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มีความแตกต่างกันไป โดยในปัจจุบันข้อมูลจากหลักฐานทางวิชาการชี้ให้เห็นว่าคุณลักษณะของผู้ป่วยบางลักษณะอาจมีส่วนช่วยในการตัดสินใจเลือกยา เช่น ผู้ที่อายน้อย หรือผู้ที่มีคะแนนประเมิน disease activity ที่สูงก่อนเริ่มการรักษามีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อยากลุ่ม bDMARDs ในภาพรวมได้ดีกว่าผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มี disease activity ต่ำ แต่อย่างไรก็ดี ปัจจัยด้าน disease activity อาจไม่ส่งผลต่อการลดลงของอัตราการการสงบของโรค สำหรับยากลุ่ม TNFi ซึ่งมีข้อมูลสนับสนุนมากกว่ายาในกลุ่ม bDMARDs อื่นๆ โดยลักษณะของผู้ที่มีการตอบสนองที่มีการตอบสนองต่อการรักษาที่ดี ได้แก่ เพศชาย อายุน้อย ไม่สูบบุหรี่ ไม่เป็นโรคอ้วน การพบผลลบของ RFและ ACPA และการมี SNPของยีน PTPRC, EYA4 หรือ PDZD2 อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันยังไม่มีการวิจัยเกี่ยวกับคุณลักษณะที่ส่งผลต่อการตอบสนองต่อยา certolizumab และ golimumab ซึ่งอยู่ในกลุ่ม TNFi เช่นเดียวกัน สำหรับยา rituzumab พบว่าคุณลักษณะของผู้ที่มีการตอบสนองต่อการรักาที่ดี ได้แก่ การพบผลบวกของ RF, จำนวน bMARDs ที่เคยใช้มาก่อน(ยิ่งน้อยยิ่งดี) และ SNP ของยีน 158VV FCGR3A(ในกลุ่มประชากรยุโรป) สำหรับยา abacacept พบว่าการพบผลบวกของ RF สัมพันธ์กับการตอบสนองต่อยาที่ดี ส่วนยา toclizumab นั้นยังไม่มีความชัดเจนของข้อมูลด้านคุณลักษณะของผู้ป่วยที่มีการตอบสนองดี แม้ข้อมูลที่มีในปัจจุบันยังไม่สามารถนำมาใช้สร้างเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจเลือกยา bMARDs ที่ชัดเจน แต่เภสัชกรสามารถใช้ข้อมูลที่นำเสนอในบทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาความเหมาะสมของยา bMARDs ที่เลือกให้แก่ผู้ป่วยได้
• Future of Osteoarthritis Treatment : Pathogenesis-based Approach ข้อเสื่อมเป็นโรคที่เกิดจากหลายปัจจัย แต่ทุกปัจจัยต่างส่งผลทำให้เกิดกระบวณการอักเสบของกระดุกผิวข้อเกิดขึ้น ซึ่งกระบวณการอักเสบเกิดได้จากการเสียสมดุลของเครือข่ายไซโตไคน์ที่เกิดขึ้นในข้อ จึงได้มีความพยายามหายาที่ไปมีผลเปลี่ยนแปลงสมดุลการทำงานของไซโตไคน์ชนิดต่างๆ ให้กลับเป็นปกติ ด้วยหวังผลที่จะลดกระบวณการอักเสบและชะลอการเสื่อมของกระดูกผิวข้อ แต่จากการศึกษาทางคลินิกของยารักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่ออกฤทธิ์ต่อ IL-1 และ TNF-α ยังไม่พบว่ายาดังกล่าวมีประสิทธิภาพที่ดีในการรักษาโรคข้อเสื่อม ดังนั้น การใช้ยาที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น NSAIDs, Opioids ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ร่วมกับการรักษาโดยไม่ใช้ยา จึงยังคงเป็นสิงสำคัญในการรักษาโรคข้อเสื่อมอยู่
Phacha
 
โพสต์: 2
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 15 พ.ค. 2016 6:51 pm

ย้อนกลับไปยัง สรุปงานประชุม

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron